เอนทรี่นี้มีเนื้อหารุนแรง และมีการใช้คำหยาบปะปน
 
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน....

 
เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี คิดเอาเองบ้างก็ได้ ว่าอะไรควรไม่ควร
 
(ผมไม่หวังอะไรกับพ่อแม่สมัยนี้หรอก... อูย~ แรงตั้งแต่เปิดเลย)
 
 
ก่อนอื่น...
 
 
ขออภัยที่ไม่ค่อยได้เข้ามาเขียนนะครับ..
 
เพราะว่า.. 1.ติด FB... 2.ติดดูเมะ.. 3.ติดทำเพลง และ 4.ติดเกม...
 
(ติดเยอะแบบนี้ ไม่ต้องหาเมียแล้วล่ะ)

 
ล่าสุุดผมเพิ่งไปอ่านบทความเรื่องเกี่ยวกับการรับข้อมูลที่มากเกินไปในเว็บกระปุก
 
 
เนื้อหาประมาณว่า คนเราตอนนี้ รับข้อมูลจาก 4 แบบ ได้แก่
 
1. แบบสื่อโบราณ เช่น ทีวี หนังสือพิมพ์ วิทยุ หนังสือ ฯลฯ
 
2. แบบสมัยใหม่ เช่น บล็อก เว็บไซด์ต่างๆ
 
3. สื่อที่มีเจ้าของผลิตเอง เช่น สื่อที่บริษัทธุรกิจต่าง ๆ ผลิตขึ้นมาเอง เช่น บริษัทผลิตกล้อง ก็
 
มีข้อมูลกล้องให้อ่าน ทำนองนั้น
 
4. Social Media ก็ พวก Facebook twitter ฮิห้า อะไรพวกนั้นแหละ
 
 
แล้วแต่ละวัน คนเราก็ไม่ค่อยสังเกตว่า วันๆหนึ่งเราใช้เวลากับการเสพสื่อเหล่านั้นไปเท่าไหร่
 
ซึ่งตัวผมเองก็ไม่เคยสังเกตเหมือนกันครับ = ="
 
 
ถ้าลองๆมาคิดๆดูแล้ว.. ผมก็ใช้เวลาเสพข้อมูลเยอะไปเหมือนกันนะ
 
ควรจะแบ่งเวลาให้เหมาะสมมากกว่านี้ = ="
 
(ไม่ต้องล็อกอิน Facebook ทุกครั้งที่ว่างก็ได้นะ)
 
 
ในบทความยังบอกอีกว่า เราควรจะสร้างเนื้อหาของตัวเราเองด้วย(หรือสื่อ)
 
อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 - 4 ชั่วโมง ไม่ใช่เอาแต่เสพอย่างเดียว...
 
เพราะการผลิตเนื้อหาก็สำคัญไม่แพ้กัน มันทำให้เราได้คิด ได้ตริตรอง ตกผลึกออกมาบ้าง
 
ไม่ใช่เอาแต่เสพอย่างเดียว แล้วสมองก็ฝ่อไปเรื่อยๆ(บรรทัดนี้เติมเอง ในบทความไม่มีแต่อย่างใด)
 
 
โดยเฉพาะการเขียนบล็อก..
 
 
 
อั๊ก!!...
 

เหมือนโดนบัวขาวเตะเข้าปลายคาง... ตูนี่แหละ มนุษย์ตัวอย่างในบทความนี้เต็มๆ
 
เอาแต่เสพข้อมูล กำลังการผลิตข้อมูลต่ำลงเรื่อยๆ.. OTL
 
 
...ไม่เป็นไรนะ

 
ที่แล้วมาแล้วไป เปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ ตอนนี้ก็สัญญากับตัวเองว่า จะผลิตผลงานมากขึ้น
 
ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบบล็อก หรืองานเพลงก็ตามครับ ^ ^"
 
(ถ้าเอาอย่างบทความว่า ก็อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 - 4 ชั่วโมง คงกำลังดีล่ะ..
 
ก็ตกอาทิตย์ละเอนทรี่ ไม่เลวร้า่ยเกินไปนักใช่ไหมครับ?)

 
...
 
เอาล่ะ ได้เวลาเข้าเรื่องตามหัวเอนทรี่

 
ตอนนี้ผมย้ายมาแผนกห้องอาหารได้เกือบๆ 3 เดือนแล้วครับ(เหตุเกิดเพราะึคนไม่พอ = =)
 
ทำงานทุกงานครับ ตั้งแต่บริหาร Stock  ทำความสะอาดทั่วไป ล้างแก้วล้างจาน กวาดถูพื้น
 
หรือแม้แต่รับออเดอร์และเสิร์ฟด้วยครับ
 
 
ตอนแรกที่เสิร์ฟ ยอมรับนะครับว่า แรกๆก็รู้สึกแปลกๆ
 
เกิดมาไม่เคยเป็นเด็กเสิร์ฟไง วางช้อนส้อมไม่เป็น วางแก้วไม่ถูก
 
จานต้องวางแบบไหนถึงจะดูดี เสิร์ฟแบบไหนถึงจะดูเป็นธรรมชาติ...
 
 
แบบว่า ตูจบปริญญาตรีมาทำด๋อยอะไรเนี่ย?
 
เสิร์ฟอาหารยังเสิร์ฟไม่เป็น


อีกอย่างคือ สังคมเรามีมุมมองว่า งานเด็กเสิร์ฟไม่ต้องใช้ความรู้มาก คนไม่มีการศึกษาก็ทำได้
 
ทำให้งานเด็กเสิร์ฟดูด้อยค่า... แต่จริงๆแล้วไม่เกี่ยวกันเลยนะครับ

 
เพราะว่าเด็กเสิร์ฟเนี่ย เป็นสื่อกลาง ถ่ายทอดความต้องการของเรา ไปสู่พ่อครัวแม่ครัว
 
และถ่ายทอดความอร่อยจากพ่อครัวแม่ครัว มาสู่เรา
 
เหมือนเป็นทางเชื่อมระหว่างห้องครัวกับห้องอาหาร
 
 
ได้เด็กเสิร์ฟดี คุณก็ได้อาหารครบ ตรงตามความต้องการ คอยดูแล บริการคุณ 
 
(บางคนแพ้ถั่ว แพ้ไข่ ก็บอกเด็กเสิร์ฟได้ เด็กเสิร์ฟก็จะไปบอกพ่อครัวแม่ครัวได้)
 
ได้เด็กเสิร์ฟชั่ว คุณก็จะได้ของแถม ที่เพิ่มคุณค่าทางอาหารเป็นพิเศษ (เช่น ขี้มือขี้เล็บ)
 
หรือได้อาหารไม่ครบ หรือว่าได้อาหารไม่ตรงสเป็ค บลาๆๆ
 
....
 
เมื่อคุณเช็คอิืนโรงแรม คุณก็มีพนักงานโรงแรมคอยดูแล ให้บริการคุณ
 
แต่เมื่อคุณเช็คอินเข้าโต๊ะอาหาร คุณก็มีพนักงานห้องอาหารหรือเด็กเสิร์ฟ
 
คอยดูแล ให้บริการคุณเหมือนกัน

 
ต่างเพียงแค่เนื้อหาของงาน กับระยะเวลาที่ให้บริการ แค่นั้นแหละ
 
 
เพราะฉะนั้น ถ้าใครเพิ่งเริ่มทำงานในห้องอาหาร ได้เป็นเด็กเสิร์ฟ ไม่ต้องน้อยเนื้อต่ำใจนะครับ
 
เพราะว่า ถ้าไม่มีเด็กเสิร์ฟ หรือเด็กเสิร์ฟชิงป่วยหมด...ผู้จัดการ หรือแม้แต่เจ้าของโรงแรม
 
ก็ต้องลงมาเสิร์ฟเองเหมือนกันครับ
 
 
มันเป็นงานส่วนหนึ่งที่ร้านอาหารทุกที่ต้องมี
 
เหมือนฟันเฟืองที่หมุนอยู่ในเครื่องจักรที่เรียกว่าร้านอาหารหรือห้องอาหารนั่นแหละ
 
...
 
เกริ่นไปไม่รู้กี่บรรทัด.. อะ เข้าเรื่องเลยละกัน

 
...อยู่ Front ก็เป็นงานบริการ...
 
...อยู่ห้องอาหาร ก็เป็นงานบริการ...
 
 
ที่ไหนมีงานบริการ ที่นั่นมีเคสปวดตับแน่นอน
 
 
บาทที่หนึ่ง
 
วันหนึ่ง มีลูกค้าสองท่านมาด้วยกัน ซึ่งปวดตับมาตั้งแต่เช็คอินเข้าโรงแรมแล้ว
 
 
แบบว่า แผนก Front รายงานมาว่า แขกท่านนี้ มีขมังเวทย์พอดู
 
สามารถปล่อยพลังฟุตโรด้า จน Front แตกพ่ายมาแล้ว
 
 
ห้องอาหารก็เตรียมตัวรับมือได้เลย
 
 
ทีนี้ โรงแรมที่ผมอยู่เนี่ย ค่าห้องมันรวมค่าอาหารเช้าไปด้วยแล้ว
 
เพราะฉะนั้น แขกท่านไหนที่ปวดตับทางนู้น ก็สามารถมาสำแดงฤทธิ์เดชที่ห้องอาหารได้เหมือนกัน
 
(แบบว่า แชร์ๆกันปวดตับให้ทั่วถึง สามัคคีขี้ไหลถ้วนหน้า)
 
 
 
 
ที่โรงแรมมีช่วงเวลาจำกัด ในการให้บริการอาหารเช้าครับ..(ทุกที่แหละ)
 
อย่างที่ผมทำงาน ก็ให้บริการอาหารเช้าถึง 10.00 โมง..
 
เพราะว่าหลังจากนั้น ห้องอาหารต้องเคลียร์พื้นที่ เผื่อมีแขกเข้ามารับประทานอาหารเที่ยงครับ
 
 
และแน่นอนว่า จะมีแขกบางท่าน ที่สามารถตีความหมายว่าอาหารเช้า-
 
หมายถึงอาหารตอนกี่โมงก็ได้ ที่ฉันจะตื่นมากิน...

 
ไอ่ Late นิดๆหน่อยๆยังพอว่าครับ.. แบบว่าสิบโมงนิดๆ หรือว่าเต็มที่ก็ 10 โมงครึ่ง
 
แต่บา่งเจ้า...ล่อบ่ายสองครับ.. บ่ายสองนี่มันแทบจะควบอาหารเที่ยงกับอาหารเย็นอยู่แล้วนะ
 
Breakfast ประเทศสูเนี่ย มันบ่า